ReadyPlanet.com
dot
dot
เกี่ยวกับโรงเรียน
dot
bulletประวัติความเป็นมา
bulletปรัชญาและคติพจน์
bulletวิสัยทัศน์และพันธกิจ
bulletที่ตั้งโรงเรียน
dot
การบริหารการศึกษา
dot
bulletระบบการเรียนการสอน
bulletหลักสูตรการศึกษา
bulletเป้าหมาย
bulletโครงสร้างการบริหารงาน
bulletคณะผู้บริหารงาน
bulletชมรมผู้ปกครองและครู
dot
สมัครสมาชิก
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
dot
สมัครรับข่าวสาร

dot
dot
ลิงค์เพื่อนบ้าน
dot


3BB
สพฐ. เขต 1
สพฐ. เขต 2
Insight English




จดหมายจากพระบิดา

จดหมายจากพระบิดา

สำหรับชาว มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และอนุบาลสาธิต คำปณิธานของพระบิดาที่ดำรัสไว้ว่า "ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง ลาภทรัพย์และเกียรติยศจะตกแก่ตัวท่านเอง ถ้าท่านทรงธรรมะแห่งอาชีพไว้ให้บริสุทธิ์" เป็นสิ่งที่ยึดถือเป็นแบบอย่างในการดำรงชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ แต่ผมเชื่อว่าหลายคนยังไม่ทราบที่มาแห่งปณิธาน ว่าทรงกล่าวไว้ ณ โอกาสใด ปณิธานนี้เกิดจากที่ท่านพระบิดา ได้ส่ง น.ศ.แพทย์ไปศึกษาต่อยังต่างประเทศและเขียนจดหมายเหตุแจ้งไว้ ผมจึงขอเทอดพระเกียรติพระองค์ท่านโดยการนำ จดหมายเหตุดังกล่าวมาเผยแพร่ และให้ปณิธานดังกล่าวเป็นเครื่องเตือนใจ ชาวสงขลานครินทร์ สืบไป

อำเภอปทุมวัน
กรุงเทพฯ
วันที่   ๑๘   กุมภาพันธ์    พุทธศักราช   ๒๔๗๑
แจ้งความมายัง นายสวัสดิ แดงสว่าง
            ด้วยข้าพเจ้าได้จัดการวางประจำที่สำหรับเดินทางของท่านในเรือ
เซแลนเดีย ซึ่งจะออกจาก กรุงเทพฯ ปลายเดือนมีนาคมนี้ และได้ทราบว่า
ผู้จัดการของบริษัทอีสต์เอเชียติคที่เดินเรือนี้ ได้จัดการลดราคาค่าโดยสาร ให้
๒๕ เปอรเซ็นของจำนวนราคาเต็ม เพราะการที่ท่านจะออกไปเรียนนี้ เปน
การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย ข้าพเจ้าขอถือโอกาสอันนี้แสดงให้ท่านเห็นว่า นอกจาก
ข้าพเจ้าเองแล้ว ก็ยังมีผู้นิยมในการแพทย์ว่าเปนประโยชน์แห่งประเทศสยาม
และแก่มนุษยชาติ ถึงกับยอมสละทรัพย์ให้เพื่อประโยชน์แห่งการนี้ ท่านเปน
ผู้ได้รับผลประโยชน์โดยตรง จึ่งขอวิงวอนให้แลเห็นว่า อาชีพย์ที่ท่านเลือกนี้
ยกท่านขึ้นอยุ่ในหมู่ที่มีผู้เต็มใจจะเกื้อกูลและเอื้อเฟื้อ ราคาค่าโดยสารเต็มนั้น
ทำไมข้าพเจ้าจะให้ท่านไม่ได้ แต่ที่มีความยินดีว่าบริษัทนี้ลดราคาให้ก็เพราะ
รู้สึกว่า เขาทำเพราะความนิยมเลื่อมใสในกิจของเรา ฉะนั้นขอท่านได้ช่วยข้าพเจ้า
ทดแทนบุญคุณของบริษัทนี้โดยความตั้งใจจะเรียนและกลับมาทำงานเพื่อ
ประโยชน์แห่งชนหมู่มากจริง ๆ ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเปนที่สอง ประโยชน์
ของเพื่อนมนุษยเปนกิจที่หนึ่ง ลาภทรัพย์และเกียรติยศจะตกมาแก่ท่านเอง ถ้า
ท่านทรงธรรมะแห่งอาชีพย์ไว้ให้บริสุทธิ ดังตัวอย่างที่ได้เล่ามาให้นี้
 
มหิดล

webmaster@anubansatit.com

ก้าวไปข้างหน้า...กับอนุบาลสาธิต คณะศึกษาศาสตร์
ก้าวไปข้างหน้า..กับอนุบาลสาธิตคณะศึกษาศาสตร์

ตั้งแต่เปิดเทอมใหม่ ผู้ปกครองหลายท่านคงจะรู้สึก และรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงอยู่บ้าง ไม่มากก็น้อย แต่หลายท่านคงยังแปลกใจอยู่ ว่าทำไมห้องเรียนลูกๆของเราชั้น ป.4-6 จึงมีการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว และจะเปลี่ยนไปทางไหน เปลี่ยนไปอย่างไร และเพื่ออะไรวันนี้ได้โอกาสอันสำคัญ ที่webmaster ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ รองศาสตราจารย์สมเกียรติ พ่วงรอด รองคณบดีฝ่ายบริหาร และพัฒนาระบบสารสนเทศ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งเป็นผู้มาช่วยงานผู้อำนวยการฯ  อาจารย์ ลีลา สุวรรณนิมิตร  เพื่อดูแลทางด้านนโยบายโรงเรียนอนุบาลสาธิตฯของเรา อาจารย์กล่าวว่า ทางคณะศึกษาศาสตร์โดยคณบดี รองศาสตราจารย์ ดร.ชุมศักดิ์ อินทร์รักษ์ มีแผนงาน/โครงการที่จะพัฒนาคุณภาพในเชิงวิชาการโรงเรียนอนุบาลสาธิตฯของเราทั้งระยะสั้น และระยะยาว โดยทางคณะศึกษาศาสตร์ /ภาควิชา/ฝ่ายฝึกประสบการณ์วิชาชีพฯ/ ฝ่ายแผนงานฯ /ผู้บริหาร และบุคลากรในโรงเรียนฯ รวมถึงทางชมรมผู้ปกครองและครูฯ มีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับด้านคุณภาพโรงเรียนฯ  ครู  หลักสูตร  การเรียนการสอน เพื่อประสิทธิภาพ และความเป็นเลิศทางวิชาการของนักเรียนเป็นสำคัญ ที่สามารถแข่งขันได้  คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น นำไปสู่ การเป็นคนดี คนเก่ง เป็นคนประสบความสำเร็จ และมีความสุข  สำหรับแผนงาน/โครงการมีโดยสังเขปดังนี้

 

รศ.สมเกียรติ พ่วงรอด

รศ.สมเกียรติ พ่วงรอด รองคณบดี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

แผนงานระยะสั้น :  คณะฯ และโรงเรียนฯได้รับความร่วมมือจากทางชมรมผู้ปกครอง และครูฯ โดยให้การสนับสนุนในการพัฒนาเชิงรุกทางด้าน Hardware และ Software หมายถึงพัฒนาในภาพรวม ด้านอุปกรณ์ และสื่อการเรียนการสอน  หลักสูตร และห้องเรียนฯลฯ อย่างเป็นระบบ และพัฒนาครู (Peopleware)โดยจะพัฒนาคุณภาพด้านการสอนของครู / สื่อการสอนในรูปแบบของ Virtual Classroom  ให้อยู่บน Website ของโรงเรียนฯ นักเรียนสามารถเข้าถึงเพื่อการเรียนรู้ได้ การสอน/การเรียนในรูปแบบนี้ จะเริ่ม และค่อยๆปรับพัฒนาไปในเทอมที่ 2/2552 นี้   การทดลองการเรียน/การสอนโดยจะใช้สื่อผสมผสาน(Multimedia) และ จะใช้อย่างจริงจังเป็นรูปธรรมในปีการศึกษาหน้า ภาคเรียนที่ 1/2553  เป็นต้นไป โดยจำแนกเป็นด้านต่างๆดังนี้

                    - ด้านอุปกรณ์การสอน มีการปรับปรุงห้องเรียนให้อยู่ในสภาพที่พร้อมสอนและน่าเรียน สำหรับช่วงชั้นที่ 2 (ป.4 6) เช่น มีเครื่องปรับอากาศ  เปลี่ยนกระดานเป็นไวท์บอร์ด ติดตั้ง จอโทรทัศน์ (LCD)จานดาวเทียม จานไทยคม  Notebook  และเครื่องเสียง เพื่อนำสื่อสารสนเทศที่หลากหลาย มาพัฒนาการเรียนและการสอนโดยผ่านทางจอโทรทัศน์ ซึ่งจะทำให้นักเรียนสนใจ เข้าใจ เรียนรู้ได้สะดวก และง่ายขึ้น ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้มากกว่าเดิม คณะศึกษาศาสตร์ โดยทางเจ้าหน้าที่ฝ่าย IT.ของคณะฯ ได้ไปปรับปรุง/ แก้ไขระบบ IT ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ของโรงเรียนฯเพื่อให้ใช้สอนนักเรียนได้ และจะจัดการอบรม เพื่อพัฒนาครูด้านการใช้สื่อ และพัฒนาสื่อสารสนเทศการเรียน/การสอน ให้กับครู และบุคลากรในโรงเรียนอนุบาลสาธิตฯ เพื่อให้ครูได้ทำ/พัฒนาและประยุกต์แบบเรียนผ่านสื่อในรูปแบบต่างๆ เช่น Virtual Classroom /Video Streaming / e-book/ e-learning ฯลฯ  โดยมีเนื้อหาที่ครอบคลุมใน 8 สาระการเรียนรู้  และออนไลน์ไปยังห้องเรียนต่างๆ เพื่อให้นักเรียนสามารถดึงข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต มาประกอบการเรียน/การสอนได้ตลอดเวลา นักเรียนก็สามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ โดยผ่านสัญญาณ wi-fi ที่ทางโรงเรียนฯ และชมรมผู้ปกครองและครูฯจะจัดทำขึ้น  สำหรับนักเรียนที่มี Notebook ซึ่งใช้งานอยู่แล้วก็สามารถนำมาโรงเรียนฯ เพื่อเสริมศักยภาพการเรียนรู้ได้อีกทางหนึ่ง  สำหรับด้านการพัฒนาด้านการเรียนและการสอนเพื่อเติมในส่วนที่ทางโรงเรียนฯต้องการ  โดยรองคณบดีฝ่ายฝึกประสบการณ์วิชาชีพ และบริการวิชาการแก่ชุมชน ผู้ช่วยศาสตราจารย์เครือศรี วิเศษสุวรรณภูมิ จะมาช่วยคิดและพัฒนาระบบการเรียนและการสอน อาจารย์นิเทศ ครูพี่เลี้ยง พร้อมส่งนักศึกษาฯ ปี 5 มาช่วยพัฒนาด้านการเรียน และการสอน ในทุกปีการศึกษา และเป็นกำลังสำคัญในการประสานและจัดหาอาจารย์เพื่อติวเข้มนักเรียนชั้น ป.6 เพื่อสอบเรียนต่อ ม 1ในเทอมนี้ด้วย   คณะศึกษาศาสตร์ขอขอบพระคุณ ทางชมรมผู้ปกครอง และครูโรงเรียนอนุบาลสาธิตฯ ที่ให้การสนับสนุนโทรทัศน์(LCD) / เครื่องเสียงครบชุด / Notebook  ประจำห้องเรียนชั้น ป4 ป 6 และห้องประชุม เซิ่นหยาง จำนวน 7 ชุดมา ณ โอกาสนี้ และคาดว่าภายใน 1-2 สัปดาห์ นักเรียนที่เป็นลูกๆหลานๆของเราคงได้ใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพด้านการเรียนการสอนทั้ง 6 ห้องแล้วครับ

                     - ด้านจัดการนักเรียน  ทางคณะฯ /โรงเรียนฯ จะพัฒนาคุณภาพนักเรียนตามความมุ่งมั่นดังกล่าว โดยอาศัยความร่วมมือจากผู้ปกครองนักเรียนทุกคนช่วยให้ความร่วมมือกับทางคณะฯและโรงเรียนฯเกี่ยวกับแนวคิดการจัดกลุ่มนักเรียนเป็นตามผลการเรียน/ความรู้/ความสามารถ เพื่อให้การเรียนการสอนเหมาะสมกับพัฒนาการด้านคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนมากขึ้น โดยจะเริ่มทดลองรูปแบบ ตั้งแต่ปีการศึกษา 1/2553  โดยการจัดกลุ่มตามผลการเรียน/ความรู้/ความสามารถ ในเทอมที่ 2 / 2552 นี้จะดำเนินการในช่วงชั้นที่ 2 ( ป.4-6) เพราะเป็นช่วงชั้นที่มีความหมายและสำคัญมากต่ออนาคตนักเรียน โดยจะเริ่มทดลองตั้งแต่ชั้น ป.3 เทอมนี้ จะขึ้นไปเรียนชั้น ป. 4 / เทอมหน้า  นักเรียนป.4 จะขึ้นไปเรียนชั้น ป.5  / นักเรียนชั้น ป.5 จะขึ้นไปเรียนชั้น ป 6  และจะดำเนินการจัดกลุ่มนักเรียนในลักษณะนี้ในทุกๆปีการศึกษา

                   แผนระยะยาว : ทางคณะศึกษาศาสตร์ /โรงเรียนโดยผู้อำนวยการ และบุคลากรในโรงเรียน และทางชมรมผู้ปกครองและครูฯมีแผนงานที่จะร่วมมือกันพัฒนาคุณภาพโรงเรียนอนุบาลสาธิตฯเชิงรุกในด้านต่างๆ ดังนี้

                          - ด้านภาษาต่างประเทศ ทางโรงเรียนฯจะทดลองการใช้ภาษาอังกฤษ(เริ่มเป็นภาษาแรกก่อน)โดยผ่านทุกสื่อที่ส่งถึงนักเรียน จะพยายามนำภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน เช่น การสนทนา ประกาศ ข่าว ฯลฯ  นอกเหนือจากการเรียนในหลักสูตร เพื่อให้นักเรียนคุ้นชินกับภาษาอังกฤษที่เข้ามาใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน ร่วมกับภาษาไทยโดยให้น้ำหนักมากขึ้นๆ ซึ่งเราอยากเห็นโรงเรียนฯแห่งนี้ได้พัฒนาไปเป็นขั้นตอนจนถึงการจัดการสอน 2 ภาษาควบคู่กัน (Bilingual) ในอนาคต จะเป็นไปได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่ที่ความมุ่งมั่น จริงจัง และจริงใจ และศักยภาพของผู้บริหารโรงเรียนฯ บุคลากรฯ และผู้เกี่ยวข้อง

                        - ด้านอารมณ์และสุขภาพ ทางคณะศึกษาศาสตร์ จะปรึกษากับหัวหน้าภาควิชาพลศึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สมเกียรติ สุขอนันต์พงศ์ ช่วยคิดและพัฒนารูปแบบกิจกรรม หลักสูตรด้านพลศึกษา ให้สอดคล้องกับพัฒนาการของนักเรียนแต่ละวัย และเพิ่มกีฬาที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาการของนักเรียนเช่น กีฬาว่ายน้ำ ฯลฯ โดย คิดพัฒนากิจกรรมทางด้านพลศึกษาว่าควรจะเรียนและวัดผลอย่างไร สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา และกิจกรรมทางด้านดนตรี ทั้งไทยและสากล ทางคณะฯมีแผนที่ว่าจะจัดสนับสนุนบุคลากรเข้ามาช่วยเหลือ

                        - ด้านโภชนาการ/สุขภาพ นอกเหนือจากอาหารมื้อหลักแล้ว ทางคณะฯกับทีมผู้บริหารโรงเรียนฯให้ความสำคัญ และจะดูแลทางด้านโภชนาการ ต้องให้ความรู้เกี่ยวกับการกินเพื่อรักษาสุขภาพ จะต้องมีประโยชน์ตามที่ร่างกายต้องการ อาหารหลัด 5 หมู่  และเหมาะสมกับนักเรียนมากที่สุด รวมถึงอาหารที่วางจำหน่ายในโรงเรียนฯ คณะศึกษาศาสตร์ ขอขอบพระคุณ   นายแพทย์ ศิริวัฒน์  จาระเวชสาร  ที่มีจิตศรัทธาบริจาค และจัดทำห้องพยาบาล และพัฒนาอย่างสมบูรณ์แบบ มา ณ โอกาสนี้ และคาดว่าภายใน 2-3 สัปดาห์ นักเรียนที่เป็นลูกๆหลานๆของเราคงได้ใช้บริการด้านสุขภาพ อนามัยอย่างมีคุณภาพ ณ ห้องนายแพทย์ ศิริวัฒน์  จาระเวชสาร  แล้วครับ

                       - ด้านอาคารสถานที่ ทางโรงเรียนฯ มีความจำเป็นต้องใช้ห้องสหกรณ์ร้านค้ามาพัฒนาเป็นห้องพักครูที่สมบูรณ์แบบ  ทางโรงเรียนฯจึงมีแผนงานที่จะย้ายสหกรณ์ร้านค้า โดยการสร้างอาคารสหกรณ์ฯ ตรงข้างห้องน้ำหญิงฝั่งอาคารประถมศึกษา โดยโรงเรียนฯ และชมรมผู้ปกครองและครูฯเห็นชอบ ในสถานที่แล้ว และขณะนี้กำลังให้ช่างมาร่างรูปแบบอาคารฯก่อน จึงจะพิจารณางบประมาณ ถ้าหากติดขัด และมีปัณหาด้านงบประมาณจริงๆ ค่อยมาปรึกษากับทางชมรมผู้ปกครอง และครูฯว่าจะมาช่วยกันอย่างไรได้บ้าง

 

                ท่านผู้ปกครองที่เครารพรักครับ เมื่อได้ทราบเรื่องราวเกี่ยวกับ ก้าวไปข้างหน้า.....กับโรงเรียนอนุบาลสาธิตคณะศึกษาศาสตร์แล้ว คงจะดีใจเหมือนผม ที่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงไปในเชิงพัฒนาการ และการสร้างสรรค์เชิงคุณภาพ ไปข้างหน้า แบบก้าวกระโดดของโรงเรียนอนุบาลสาธิตฯของเรา โดย อาจารย์สมเกียรติ พ่วงรอด ได้เสนอแนวคิดใหม่ไว้ว่า ต่อไปนี้ โรงเรียนอนุบาลสาธิตฯของเราต้องเข้าสู่ยุคแห่งการแข่งขันในระดับสากล เราต้องสร้าง และพัฒนางานที่เน้นเชิงคุณภาพ คุณภาพเป็นจุดขาย คุณภาพที่ผู้ปกครอง และผู้รับนักเรียนต่อจากโรงเรียนไปพึงพอใจโรงเรียนฯจะเดินไปอย่างมีเป้าหมายที่ชัดเจนเห็นเป็นรูปธรรม โดยใช้หลักธรรมาภิบาล มาบริหารจัดการโรงเรียนฯซึ่งสามารถตรวจสอบได้ มีความโปร่งใส  เป็นธรรม  มีความรับผิดชอบ  และหลักแห่งความคุ้มค่าคุ้มทุน นักเรียนทุกคนเหมือนลูกๆ หลานๆของเรา ผม และผู้ร่วมงานทุกคนจึงคิดและมีแผนงานที่จะดำเนินการตรงนี้ให้ดีที่สุด ถ้าท่านผู้ปกครองทั้งหลายร่วมแรงร่วมใจกัน อนาคตของลูกหลานเรา ต้องดีขึ้นแน่นอน อนึ่ง สิ่งที่ได้ คิด ได้ทำ จะไม่สามารถทำสำเร็จได้แต่เพียงลำพัง ถ้าขาดซึ่งความร่วมมือ ร่วมใจ จาก คณะฯ ทีมผู้บริหาร และบุคลากรโรงเรียนฯ   ชมรมผู้ปกครองและครูฯ ผู้ปกครอง  นักเรียน  และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคน ผมขอขอบพระคุณท่านมาก มา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ

 

                นอกจากนี้ ผมยังได้ฟังข่าวดี ที่น่าตื่นเต้นอีกเรื่องจากอาจารย์สมเกียรติ พ่วงรอดกล่าวว่า ทางชมรมผู้ปกครอง และครูฯ โดยประธานชมรม นายแพทย์ อุดมเกียรติ พูนสวัสดิ์ แพทย์เชี่ยวชาญได้มีแนวคิด อยากให้คณะศึกษาศาสตร์ ช่วยขอโควต้าเรียนต่อ ของนักเรียน ป.6 ไปเรียนต่อที่โรงเรียน มอ.วิทยานุสรณ์ ซึ่งทางคณะฯ รับปากจะพยายามประสานให้ ในนามคณะศึกษาศาสตร์ แต่ผลตอบรับเป็นประการใดนั้น คงต้องรอการพิจารณาจากทางคณะกรรมการโรงเรียน มอ.วิทยานุสรณ์  ซึ่งเราอยากได้โควต้า จำนวน 2-3 คน ในปีการศึกษา 2553 นี้เพื่อเป็นขวัญ และกำลังใจของนักเรียน และผู้ปกครอง ในเขต 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้  ซึ่งผลจะได้หรือไม่ได้นั้น ต้องรอผลจากทางโรงเรียน มอ. วิทยานุสรณ์   สมมุติว่าถ้าได้  การจะนำโควต้าเรียนต่อฯนี้ มาจัดสรร มีแนวคิด 2 ทาง ทางแรกคือ นำอันดับนักเรียนที่จัดกันสำหรับโควต้ามัธยมสาธิตฯอยู่แล้ว มาจัดสรรเลย โดยให้อันดับต้นๆ เลือกก่อนว่าจะเอาโควต้าของ สาธิตฯ หรือ มอ.วิทยานุสรณ์. หรือวิธีที่สอง คือ นำคะแนนการทำข้อสอบเข้า มอ.วิทยานุสรณ์. มาวัดและจัดสรรกัน ใครทำได้สูงสุด ก็ได้ไป  ซึ่งผลและความคืบหน้าเรื่องนี้เป็นอย่างไร ผมจะนำมาเล่าให้ฟังในโอกาสต่อไปครับ

 

                                                                                                webmaster@anubansatit.com

                                                                                                                                

 

 23 พฤศจิกายน 2552

ม.อ.อันดับมหาลัยโลกดีสุดของไทย
ม.อ.อันดับโลกดีสุด จุฬาฯ ตาม แต่มหาวิทยาลัยไทยยังไม่ติดอันดับ 50 ม.ชั้นนำในเอเชีย
 
 Webometrics Ranking จัดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำปี 2551 พบมหาวิทยาลัยไทยไม่มีชื่อติด 1 ใน 50 มหาวิทยาลัยชั้นนำในภูมิภาคเอเชีย มีเพียง 3 สถาบันอุดมศึกษาไทยที่ติด 500 มหาวิทยาลัยของโลก โดย ม.อ.มีอันดับดีที่สุดอยู่ที่ 309 ของโลกส่วนจุฬาฯ อยู่ 443 และเกษตรฯ อันดับที่ 477

ม.อ.มหาวิทยาลัยไทยที่มีอันดับดีที่สุดอยู่ที่ 309 ของโลก
       จากการจัดอันดับสถาบันอุดมศึกษานานาชาติโดย Webometrics Ranking ในปี 2551 ในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกโดยอาศัยการเข้าถึงข้อมูลผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ตจำนวนกว่า 3,000 แห่ง พบว่า มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาติด 100 อันดับแรกมากที่สุดถึง 68 แห่ง รองลงมาได้แก่ ประเทศแคนาดา 8 แห่ง อังกฤษ 5 แห่ง ตามลำดับ ขณะที่ในภูมิภาคเอเชียมีมหาวิทยาลัยติด 100 อันดับแรกเพียง 2 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยในประเทศญี่ปุ่น 1 แห่ง และไต้หวัน 1 แห่ง
       

       ส่วนสถาบันอุดมศึกษาระดับนานาชาติที่ได้รับการจัดอันดับ 200,500 และ 1,000 อันดับแรก ในปี 2551 พบว่าประเทศไทย มีมหาวิทยาลัยติดอันดับ 500 อันดับแรกเพียง 3 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มากกว่าเกาหลีซึ่งติด 500 อันดับแรก เพียง 2 แห่ง แต่ใน 1,000 อันดับแรกไทยติด 9 แห่งเท่ากับเกาหลี
       
       ขณะที่เมื่อพิจารณาอันดับมหาวิทยาลัย/วิทยาลัยในภูมิภาคเอเชียด้วยกัน 10 อันดับแรก ประกอบด้วย

       
       1. UNIVERSITY OF TOKYO(ญี่ปุ่น อันดับโลก 61)
       2. NATIONAL TAIWAN UNIVERSITY(ไต้หวัน อันดับโลก73)
       3. BEIJING UNIVERSITY(จีน อันดับโลก 133)
       4. NATIONAL UNIVERSITY OF SINGAPORE (สิงคโปร์ อันดับโลก 141)
       5. KYOTO UNIVERSITY(ญี่ปุ่น อันดับโลก 142)
       6. UNIVERSITY OF HONG KONG(ฮ่องกง อันดับโลก 156)
       7. KEIO UNIVERSITY(ญี่ปุ่น อันดับโลก 162)
       8. CHINESE UNIVERSITY OF HONG KONG(ฮ่องกง อันดับโลก 163)
       9. NATIONAL CHIAO TUNG UNIVERSITY(ไต้หวัน อันดับโลก 237) และ
       10. UNIVERSITY OF TSUKUBA(ญี่ปุ่น อันดับโลก 239)

 
       ทั้งนี้ ใน 10 อันดับแรกมหาวิทยาลัย/วิทยาลัยในภูมิภาคเอเชียจะพบว่า ประเทศญี่ปุ่นติดอันดับ 4 สถาบัน ไต้หวัน 2 สถาบัน ฮ่องกง 2 สถาบัน จีน และ สิงคโปร์ ประเทศละ 1 สถาบัน ส่วนประเทศไทยไม่มีมหาวิทยาลัยติด 10 อันดับแรกในภูมิภาคเอเชียเลย แต่ติด 50 อันดับแรกในภูมิภาคเอเชีย 3 แห่งในปี 2550 ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(อันดับ 36)จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย(อันดับ 37) และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์(อันดับ 50) ส่วนในปี 2551 มีเพียงมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์(อันดับ 309 ของโลก) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อันดับ 443 ของโลก) และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(อันดับ 477 ของโลก) ที่อยู่ใน 500 อันดับแรกของโลก
       
       หากเปรียบเทียบ 10 อันดับแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบว่ามหาวิทยาลัยไทยได้รับการจัดอันดับมากถึง 7 แห่ง(อีก 3 มหาวิทยาลัยที่เหลือ ได้แก่ ประเทศสิงคโปร์ 2 แห่ง และอินโดนีเซีย 1 แห่ง) และมหาวิทยาลัยไทยติดอันดับ 1,000 อันดับแรก 9 แห่ง ในปี 2548-2551 ดังนี้
       
       1. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์(อันดับ 309 ของโลก)
       2. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อันดับ 443 ของโลก)
       3. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(อันดับ 477 ของโลก)
       4. สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย(อันดับ 707 ของโลก)
       5. มหาวิทยาลัยมหิดล(อันดับ 802 ของโลก)
       6. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อันดับ 806 ของโลก)
       7. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (อันดับ 841 ของโลก)
       8. มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (อันดับ 862 ของโลก)
       9. มหาวิทยาลัยขอนแก่น (อันดับ 883 ของโลก)
       
       โดยสรุป อันดับมหาวิทยาลัยไทยยังเป็นรองประเทศในภูมิภาคเอเชียด้วยกันทั้งญี่ปุ่น จีน-ฮ่องกง จีน-ไต้หวัน สาธารณรัฐประชาชนจีน และสิงคโปร์
 
ที่มา manager online
 

 

พระราชประวัติในหลวงฉบับการ์ตูน









































มอ.วิทยานุสรณ์ : ผสานศิลปเข้ากับวิทยาศาสตร์

มอ.ว. ผสานศาสตร์ศิลปะ ให้เข้ากับวิทยาศาสตร์

จากโรงเรียนธรรมดากลายเป็นโรงเรียนต้นแบบการสอนวิทยาศาสตร์ ในโครงการโรงเรียนเครือข่ายของกระทรวงวิทยาศาตร์และเทคโนโลยี ด้วยยอดเด็กสมัครเข้าเรียนสูงกว่า 4,000 คนต่อปี กับแนวคิดที่จะผสมผสานศาสตร์ทางศิลปะให้เข้ากับด้านวิทยาศาสตร์ เพื่อผลิตนักคิดที่พร้อมออกไปต่อสู่กับโลกภายนอก

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : รศ.วรัญ ตันชัยสวัสดิ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนมอ.วิทยานุสรณ์ (มอว.) บอกว่า โรงเรียนเราได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ให้เป็นโรงเรียนเครือข่ายกระทรวงฯ โดยให้ทุนนักเรียนที่เรียนในโครงการหัวละ150,000 บาท/ปี จนจบหลักสูตร ซึ่งบวกทั้งค่าเรียน ค่าห้องเรียนค่าครู โดยในส่วนของห้องวิทยาศาสตร์ทางโรงเรียนต้องดำเนินการเอง ซึ่งเรากำลังหาเงินมาลงทุน

“ทำไมกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไม่สร้างโรงเรียนวิทยาศาสตร์เอง ก็เพราะว่าหากต้องลงทุนสร้างอาคารสัก 500 ล้าน และต้องมาสนับสนุนเด็กอีกปีละ 150,000-200,000 ทางออกการสร้างโรงเรียนเครือข่ายอย่างนี้จะดีกว่า โดยเด็กเหล่านี้จบไปแล้วก็จะไปเป็นนักวิทยาศาสตร์นักวิจัย ซึ่งทำงานอยู่ในองค์กรชั้นนำของประเทศ รวมทั้งส่วนหนึ่งจบไปแล้วกระทรวงวิทยาศาสตร์ก็ไปต่อยอด ” 

รศ.วรัญ กล่าวว่า ปีนี้เราขายใบสมัครไปกว่า 4,000 ชุด ซึ่งเป็นเรื่องแปลกมากที่ปีนี้มีนักเรียนจากทั่วประเทศเดินทางมาสมัครเข้า ม.1 ถึง 2.7พันคน ทั้งที่เรารับได้แค่ 140 คน ส่วน ม.4 มาสมัครกันถึง 1.6 พันคน แต่เรารับได้แค่ 70 คน นับว่าสูงกว่าปีที่แล้วมาก

ทั้งนี้ มอว.ไม่ใช่โรงเรียนวิทยาศาสตร์อย่างที่คนอื่นเข้าใจกัน เราเป็นโรงเรียนธรรมดานี้แหละ แต่เราสอนแบบให้คนคิดแบบวิทยาสตร์ และในส่วนของศิลปะมันก็ไม่ใช่ว่าเราต้องไปวาดภาพ หรืออะไร แต่หมายถึงเรามองอะไรแล้วสิ่งนั้นมันสวยงามได้ คือความสามารถในการชื่นชมความงาม ซึ่งสิ่งเหล่านี้เด็กต้องมี เพราะมันจะช่วยเติมเต็มชีวิตเขา ทำให้คิดว่าคนอื่นเขาคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร ทำให้เด็กมีจิตใจที่อ่อนโยนลงไม่คิดแต่แบบวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว

สำหรับห้องเรียนเปิดใหม่ในปี 2551 เราก็ยังยืนอยู่ที่ 4 ห้องละไม่เกิน 40 คน ส่วนม. 4 นั้นจะค่อยๆ ทยอยเพิ่ม โดย มอว.ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกระทรวงวิทยาศาสตร์ในการเปิดสอนห้องวิทยาศาสตร์ โดยในช่วง 3 ปี แรกคือจะให้เพิ่มปีละ1 ห้อง คือ ม.4 จำนวน 1 ห้อง ม. 5 ในปี 2552 ก็ให้อีก 1 ห้อง ปี 2553 ม. 6 ก็จะให้อีก 1 ห้อง ซึ่งในปัจจุบัน ม.4-6 เรามีชั้นละ 4 ห้อง และตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นไปเราจะมีชั้นละ 6 ห้อง 
 
 

“เราเข้าใจว่าเด็กต้องการจะมาเรียนหรือสอบเข้าที่นี้จำนวนมาก แต่ตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานเขต 2 เราสามารถรับได้ทั้งหมด 1,200 คน เฉพาะอาคารเดิมปัจจุบันเรามีเด็กอยู่ทั้งหมด 864 คน และในปีการศึกษา 2551 เราจะสร้างอาคารเพิ่มในส่วนของห้องเรียนเพิ่มอีก 16 ห้อง จากเดิมเรามี 24 ห้อง และหอสมุดก็จะมีการสร้างเพิ่ม โดยเราแบ่งเป็นห้องปฎิบัติการ คือห้องปฎิบัติการคอมพิวเตอร์ 2 ห้อง และห้องปฎิบัติการภาษาอีก 2 ห้อง”

รศ.วรัญ กล่าวอีกว่า เด็กที่จบไปกว่าครึ่งไม่ได้เรียนต่อที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ส่วนใหญ่ก็จะเลือกไปมหิดล จุฬาฯ ยกเว้นสาขาแพทย์ เด็กจะเลือกที่มอ. เพราะที่นี้ก็ถือว่าเป็นระดับชั้นนำของประเทศเช่นกัน ซึ่งเด็กที่จบไปจาก มอว.จากการติดตาม ก็คือจะเรียนต่อ 100 % เพียงแต่จะต่อที่ไหนเท่านั้นเอง ปีที่ผ่านมาถือว่ามอว. มีเด็กจบจากสถาบันเป็นปีแรก เอ็นทรานส์ 128 คน สอบได้ 91 คน ได้แพทย์ 17 คน เภสัช 5 วิศวฯ 16 วิทยาศาสตร์ 5 คน ทั้งนี้ก็เพราะอาจารย์ผู้สอนที่เราคัดมาเป็นผู้สอนล้วนจบเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง รวมทั้งตัวเด็กที่เข้ามาล้วนมีความตั้งใจ

แม้ภายนอกอาจจะมองว่าเราเน้นเรียนเพียงอย่างเดียว แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ สำหรับบรรยากาศในโรงเรียนเราก็มีจัดสรรพื้นที่เพื่อให้สอดคล้องกับภูมิปัญญาท้องถิ่น และวิถีชีวิตคนปักษ์ใต้ไม่ว่าจะมีต้นข้าว กระท่อมปลายนา ภาพวาดผลงานนักเรียนทุกๆ คนที่เราติดทุกผนังทุกอาคารเรียนในสถาบัน เพราะเด็กเหล่านี้เติบโตมาเขาไม่ได้มีโอกาสเห็น เพราะส่วนใหญ่เป็นเด็กเมืองทั้งนั้น เราก็อยากให้บรรยากาศเหล่านี้เป็นฉากหนึ่งของเขา   

นอกจากนี้เราก็มีกิจกรรมไปเรียนนอกสถานที่ เช่น พาเด็กไปเรียนรู้เรื่องยางพารา เขาก็จะไปตั้งแต่ในสวนยาง การตัดยาง การเหยียบยาง ไปตลาดกลางยางพารา ไปสหกรณ์ ให้เจ้าหน้าที่เกษตรคุยให้เขาฟังเรื่องยางเป็นอย่างไร ไปหาเจ้าของสวนยางคุยให้เขาฟังว่าการกว่าจะมาเป็นสวนยางเป็นอย่างไร อันนี้เป็นเรียนนอกห้องเรียน

 "เด็กที่เรียนมอว.ส่วนใหญ่นั้นจะอยู่ในหอพักของมหาวิทยาลัย เพราะมีเรียนภาคค่ำด้วย คือเด็กเรียนหนักและมากกว่าโรงเรียนทั่วๆ ไป และทางมอว.กำลังดำเนินการสร้างหอพัก แต่ในปัจจุบันเด็กส่วนหนึ่งพักในหอพักของมหาวิทยาลัยฯ แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด ส่วนหนึ่งก็พักบ้าน แต่เขาอาจจะต้องปรับตัวหน่อยเพราะมอว.เรียนมากกว่าคนอื่น" รศ.วรัญ กล่าว

 

หน้า 4/6
[ก่อนหน้า]   1 2 3 4 5 6  [ถัดไป]
[Go to top]



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
โรงเรียนอนุบาลสาธิต คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
ต.รูสะมิแล อ.เมือง จ.ปัตตานี 94000
โทร : 073-312216(สายตรง) , 073-313934 ต่อ 1695
แนะนำ ติชม ติดต่อ webmaster@anubansatit.com
Power by Makpiroon Corporation

www.facebook.com/anubansatit